Nissancatalog from Punya Benja
บริการเกี่ยวกับรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า น้ำมัน และแก๊ส ในด้านการขาย เช่า ซ่อม อะไหล่ และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร โดยทางบริษัทขอแจ้งรายละเอียดในเรื่องสินค้าและบริการดังนี้ -บริการซ่อมบำรุงรถโฟล์คลิฟท์(forklift repair)ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส -บริการตรวจเช็คและบำรุงรักษารถโฟล์คลิฟท์ฯลฯ Email:pcnforklift@hotmail.com, Tel: 086-5182510, ID LINE : pcnforklift02
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ battery forklift แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ battery forklift แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557
คุณควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่
สมรรถนะการทำงานของรถขึ้ยอยู่กับสภาพของเครื่องยนต์ และเพื่อการตอบสนองที่ดีมากยิ่งขึ้นก็จะต้องดูแลสภาพของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องที่เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะทาง หรือตามเวลา ที่กำหนดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นการลดการเสื่อมสภาพการทำงานของรถให้ช้าลง แล้วเราควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ดี
ปัจจัยที่ชี้ชัดว่าคุณควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้แล้วนั้น นอกจากระยะทางและระยะเวลาที่ยึดถือปฎิบัติกันอยู่แล้วนั้นก็จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญที่เราควรรู้ ดังนี้
1 ความถี่ในการสตาร์ทขณะเครื่องเย็นมากๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการเกิดการควบแน่นในขณะที่เครื่องเย็นมากนั่นเอง
2 ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดห้องเพลาข้อเหวี่ยง คือ จะสามารถกักเอาสิ่งสกปรกไว้ไม่ให้ขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ด้านบนได้มากน้อยเพียงใด
3 ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ กำลังอัดน้อยเท่าไหร่ การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องก็จะยิ่งมากตาม
ระยะทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ถ้าระยะทางที่ใช้ในแต่ละวันสั้นและใช้ความเร็วต่ำ ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว อย่างในกรณีที่สภาพการจราจรไม่คล่องตัวเคลื่อนๆ หยุดๆ แต่ในขณะเดียวกันเครื่องรถของเราต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่รถไม่ได้วิ่ง การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องและการสึกหรอเครื่องยนต์นั้นจะเร็วกว่ารถที่วิ่งในระยะไกลแบบถนนโล่งๆ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดปัญหาในลักษณะนี้ คุณควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เร็วอืกนิด และอีกกรณีคือ ถ้าใช้รถความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องทุกวันก็จะทำให้น้ำมันเครื่องของคุณเสื่อมสภาพเร็วด้วยเช่นกัน
ถ้าเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิล ส่วนใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะระบุให้เปลี่ยนน้ำมันตามเกรดและ ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่อง หรือถ้าเป็นรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานอย่างน้อยที่สุดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกปี แต่ผู้ผลิตรถจะระบุให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 8,000 - 10,000 กม. หรือทุกๆ 6 เดือน ( สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ) แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าถ้าต้องการปกป้องเครื่องยนต์สูงสุดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5,000 กม. หรือทุก 3 เดือนนั่นเอง
การแจ้งเตือนเมื่อครบกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตัวนี้จะมีติดมากับรถทุกคันเพื่อช่วยเราในการจำระยะเวลาในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แต่ถ้าเมื่อใดที่ป้ายนี้หาย คุณก็สามารถบันทึก วัน / เดือน / ปี ที่ครบกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือของคุณก็ได้ เมื่อถึงกำหนดเปลี่ยนเครื่องจะแจ้งคุณโดยอัตโนมัติ
ในกรณีที่รถจอดอยู่กับที่มากกว่าวิ่ง คุณก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือนเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เครื่องยนต์ทำงานจะมีคราบเขม่าและความชื้นจากการเผาไหม้ตกค้างอยู่นั่นเองและความชื้นกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นโลหะจะทำให้เป็นสนิม เราจึงควรทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเช่นกัน
ด้วยรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนที่ใช้งานต่างกัน ทำให้ระยะหรือความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไม่เท่ากัน เพราะบางคนอาจใช้รถแค่เดือนละ 1,000 กิโลเมตร ในขณะที่บางคนเดือนเศษๆ ก็ถึงกำหนดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ในกรณีที่อยากยืดระยะทาง ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง อันเนื่องมาจากไม่สะดวกที่จะต้องเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องย่อยๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ Fully Synthetic Oil แต่ไม่ว่าคุณจะใช้น้ำมันเกรดไหน ก็ไม่ควรละเลยการดูปริมาณของน้ำมันเครื่องและสภาพของน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ และทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสิ่งที่ละลเยไม่ได้อีกเช่นกันก็คือ อย่าลืมเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและแหวนรองน็อตด้วยทุกครั้ง
WWW.PCNFORKLIFT.COM
ปัจจัยที่ชี้ชัดว่าคุณควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้แล้วนั้น นอกจากระยะทางและระยะเวลาที่ยึดถือปฎิบัติกันอยู่แล้วนั้นก็จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญที่เราควรรู้ ดังนี้
1 ความถี่ในการสตาร์ทขณะเครื่องเย็นมากๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการเกิดการควบแน่นในขณะที่เครื่องเย็นมากนั่นเอง
2 ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดห้องเพลาข้อเหวี่ยง คือ จะสามารถกักเอาสิ่งสกปรกไว้ไม่ให้ขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ด้านบนได้มากน้อยเพียงใด
3 ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ กำลังอัดน้อยเท่าไหร่ การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องก็จะยิ่งมากตาม
ระยะทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ถ้าระยะทางที่ใช้ในแต่ละวันสั้นและใช้ความเร็วต่ำ ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว อย่างในกรณีที่สภาพการจราจรไม่คล่องตัวเคลื่อนๆ หยุดๆ แต่ในขณะเดียวกันเครื่องรถของเราต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่รถไม่ได้วิ่ง การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องและการสึกหรอเครื่องยนต์นั้นจะเร็วกว่ารถที่วิ่งในระยะไกลแบบถนนโล่งๆ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดปัญหาในลักษณะนี้ คุณควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เร็วอืกนิด และอีกกรณีคือ ถ้าใช้รถความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องทุกวันก็จะทำให้น้ำมันเครื่องของคุณเสื่อมสภาพเร็วด้วยเช่นกัน
ถ้าเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิล ส่วนใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะระบุให้เปลี่ยนน้ำมันตามเกรดและ ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่อง หรือถ้าเป็นรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานอย่างน้อยที่สุดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกปี แต่ผู้ผลิตรถจะระบุให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 8,000 - 10,000 กม. หรือทุกๆ 6 เดือน ( สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ) แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าถ้าต้องการปกป้องเครื่องยนต์สูงสุดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5,000 กม. หรือทุก 3 เดือนนั่นเอง
การแจ้งเตือนเมื่อครบกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตัวนี้จะมีติดมากับรถทุกคันเพื่อช่วยเราในการจำระยะเวลาในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง แต่ถ้าเมื่อใดที่ป้ายนี้หาย คุณก็สามารถบันทึก วัน / เดือน / ปี ที่ครบกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือของคุณก็ได้ เมื่อถึงกำหนดเปลี่ยนเครื่องจะแจ้งคุณโดยอัตโนมัติ
ในกรณีที่รถจอดอยู่กับที่มากกว่าวิ่ง คุณก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือนเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เครื่องยนต์ทำงานจะมีคราบเขม่าและความชื้นจากการเผาไหม้ตกค้างอยู่นั่นเองและความชื้นกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นโลหะจะทำให้เป็นสนิม เราจึงควรทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเช่นกัน
ด้วยรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนที่ใช้งานต่างกัน ทำให้ระยะหรือความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไม่เท่ากัน เพราะบางคนอาจใช้รถแค่เดือนละ 1,000 กิโลเมตร ในขณะที่บางคนเดือนเศษๆ ก็ถึงกำหนดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ในกรณีที่อยากยืดระยะทาง ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง อันเนื่องมาจากไม่สะดวกที่จะต้องเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องย่อยๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ Fully Synthetic Oil แต่ไม่ว่าคุณจะใช้น้ำมันเกรดไหน ก็ไม่ควรละเลยการดูปริมาณของน้ำมันเครื่องและสภาพของน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ และทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสิ่งที่ละลเยไม่ได้อีกเช่นกันก็คือ อย่าลืมเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและแหวนรองน็อตด้วยทุกครั้ง
WWW.PCNFORKLIFT.COM
วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556
แบบเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า battery forklift
แบบเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า
โดยปกติอายุ ของแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า จะกำหนดเป็น cycle นั่นก็คือการนำมาใช้งาน 1 ครั้งแล้วนำกลับไปชาร์จไฟใหม่ 1 ครั้ง ถือว่าเป็นการใช้งานไปหนึ่งรอบการทำงาน ( 1 cycle ) แต่ถ้ามีการใช้งานบ่อยครั้งกว่านี้ อายุการทำงานของแบตเตอรี่จะลดลงตามสถานการณ์ทำงาน
-แบตเตอรี่ชนิดแผ่นหลอด จะมีอายูประมาณ 1200-1500 cycle
-แบตเตอรี่ชนิดแผ่นเรียบ จะมีอายุประมาณ 700-800 cycle
หรือเฉลี่ยอายุการทำงานของแบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นธาตุที่นำมาทำแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีก เช่น ความถี่ในการชาร์จไฟ อุณหภูมิ การดูแลรักษาความสะอาด ระดับน้ำกลั่นภายในแบเตอรี่ ฯลฯ ลักษณะการใช้งานดังกล่าว ล้วนแต่มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ดังนั้นการบำรุงรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีและเข้าใจถึงการทำงานของแบตเตอรี่อย่างแท้จริงนั้น มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการยืดอายุการทำงานของแบตเตอรี่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่ท่านได้จ่ายไป
ตู้ชาร์จไฟแบตเตอรี่ ก็มีผลต่ออายุของแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ควรเลือกใช้ตู้ชาร์จให้เหมาะสมกับขนาดค่าความจุ(Ah)ของแบตเตอรี่ กระแสไฟชาร์จควรอยู่ที่25-30เปอร์เซ็นต์ของค่าความจุของแบตเตอรี่
ถ้าท่านอยากทราบว่าตู้ชาร์จใช้กระแสไฟต่อชั่วโมงคิดเป็นเงินเท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบค่าเชื้อเพลิง ของรถโฟล์คลิฟท์ ที่ใช้น้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊ส LPG วิธีการก็คือ ดูที่ ค่า power ที่มีหน่วยเป็น kva (ดูที่แผ่นเพลทหน้าตู้ชาร์จ) แล้วแปลงให้เป็นหน่วย kw นำไปคูณกับเวลาที่เราใช้ชาร์จ จะได้ออกมาเป็น หน่วยไฟฟ้า นำไปคูณกับหน่วยค่าไฟฟ้าที่ทางการไฟฟ้าคิดกับเรา ซึ่งหน่วยการคิดค่าไฟ จะคิดในอัตราก้าวหน้า
ตัวอย่าง สมมุติชาร์จแบตเตอรี่ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง จะเสียค่าไฟประมาณเท่าไร
ต้องแปลงค่า power 7.61 kva ให้เป็น kw ดังนี้
1 kva = 833.33 w (โดยประมาณ)
จะได้ kw = 7.61 kva x 833.33 w = 6342 w ~= 6.3 kw
หน่วยไฟฟ้าที่ใช้ = 6.3 kw x 5 ชั่วโมง = 31.5 หน่วย
สมมุติการไฟฟ้าคิดค่าไฟหน่วยละ 2.5 บาท / หน่วย
คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ต้องเสียในการชาร์จแบตเตอรี่ 5 ชั่วโมง = 31.5 x 2.5 = 78.75 บาท โดยประมาณ
*นอกจากนี้ค่าไฟยังมีตัวแปรอื่นอีก เช่น ค่า ft,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ช่วงเวลาใช้ไฟ,power factor
หวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเลือกซื้อรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า
เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับรถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นเป็นพลังงาน
WWW.PCNFORKLIFT.COM
โดยปกติอายุ ของแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า จะกำหนดเป็น cycle นั่นก็คือการนำมาใช้งาน 1 ครั้งแล้วนำกลับไปชาร์จไฟใหม่ 1 ครั้ง ถือว่าเป็นการใช้งานไปหนึ่งรอบการทำงาน ( 1 cycle ) แต่ถ้ามีการใช้งานบ่อยครั้งกว่านี้ อายุการทำงานของแบตเตอรี่จะลดลงตามสถานการณ์ทำงาน
-แบตเตอรี่ชนิดแผ่นหลอด จะมีอายูประมาณ 1200-1500 cycle
-แบตเตอรี่ชนิดแผ่นเรียบ จะมีอายุประมาณ 700-800 cycle
หรือเฉลี่ยอายุการทำงานของแบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นธาตุที่นำมาทำแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีก เช่น ความถี่ในการชาร์จไฟ อุณหภูมิ การดูแลรักษาความสะอาด ระดับน้ำกลั่นภายในแบเตอรี่ ฯลฯ ลักษณะการใช้งานดังกล่าว ล้วนแต่มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ดังนั้นการบำรุงรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีและเข้าใจถึงการทำงานของแบตเตอรี่อย่างแท้จริงนั้น มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการยืดอายุการทำงานของแบตเตอรี่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่ท่านได้จ่ายไป
ตู้ชาร์จไฟแบตเตอรี่ ก็มีผลต่ออายุของแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ควรเลือกใช้ตู้ชาร์จให้เหมาะสมกับขนาดค่าความจุ(Ah)ของแบตเตอรี่ กระแสไฟชาร์จควรอยู่ที่25-30เปอร์เซ็นต์ของค่าความจุของแบตเตอรี่
ถ้าท่านอยากทราบว่าตู้ชาร์จใช้กระแสไฟต่อชั่วโมงคิดเป็นเงินเท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบค่าเชื้อเพลิง ของรถโฟล์คลิฟท์ ที่ใช้น้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊ส LPG วิธีการก็คือ ดูที่ ค่า power ที่มีหน่วยเป็น kva (ดูที่แผ่นเพลทหน้าตู้ชาร์จ) แล้วแปลงให้เป็นหน่วย kw นำไปคูณกับเวลาที่เราใช้ชาร์จ จะได้ออกมาเป็น หน่วยไฟฟ้า นำไปคูณกับหน่วยค่าไฟฟ้าที่ทางการไฟฟ้าคิดกับเรา ซึ่งหน่วยการคิดค่าไฟ จะคิดในอัตราก้าวหน้า
ตัวอย่าง สมมุติชาร์จแบตเตอรี่ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง จะเสียค่าไฟประมาณเท่าไร
ต้องแปลงค่า power 7.61 kva ให้เป็น kw ดังนี้
1 kva = 833.33 w (โดยประมาณ)
จะได้ kw = 7.61 kva x 833.33 w = 6342 w ~= 6.3 kw
หน่วยไฟฟ้าที่ใช้ = 6.3 kw x 5 ชั่วโมง = 31.5 หน่วย
สมมุติการไฟฟ้าคิดค่าไฟหน่วยละ 2.5 บาท / หน่วย
คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ต้องเสียในการชาร์จแบตเตอรี่ 5 ชั่วโมง = 31.5 x 2.5 = 78.75 บาท โดยประมาณ
*นอกจากนี้ค่าไฟยังมีตัวแปรอื่นอีก เช่น ค่า ft,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ช่วงเวลาใช้ไฟ,power factor
หวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเลือกซื้อรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า
เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับรถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นเป็นพลังงาน
WWW.PCNFORKLIFT.COM
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)