แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ battery forklift แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ battery forklift แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

คุณควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่

สมรรถนะการทำงานของรถขึ้ยอยู่กับสภาพของเครื่องยนต์ และเพื่อการตอบสนองที่ดีมากยิ่งขึ้นก็จะต้องดูแลสภาพของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ  โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องที่เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะทาง หรือตามเวลา ที่กำหนดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นการลดการเสื่อมสภาพการทำงานของรถให้ช้าลง  แล้วเราควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ดี 
      ปัจจัยที่ชี้ชัดว่าคุณควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้แล้วนั้น นอกจากระยะทางและระยะเวลาที่ยึดถือปฎิบัติกันอยู่แล้วนั้นก็จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่สำคัญที่เราควรรู้  ดังนี้
1  ความถี่ในการสตาร์ทขณะเครื่องเย็นมากๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากการเกิดการควบแน่นในขณะที่เครื่องเย็นมากนั่นเอง
2  ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดห้องเพลาข้อเหวี่ยง  คือ จะสามารถกักเอาสิ่งสกปรกไว้ไม่ให้ขึ้นไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ด้านบนได้มากน้อยเพียงใด
3  ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ กำลังอัดน้อยเท่าไหร่ การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องก็จะยิ่งมากตาม
      ระยะทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ถ้าระยะทางที่ใช้ในแต่ละวันสั้นและใช้ความเร็วต่ำ ก็จะทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว อย่างในกรณีที่สภาพการจราจรไม่คล่องตัวเคลื่อนๆ หยุดๆ แต่ในขณะเดียวกันเครื่องรถของเราต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแต่รถไม่ได้วิ่ง การเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่องและการสึกหรอเครื่องยนต์นั้นจะเร็วกว่ารถที่วิ่งในระยะไกลแบบถนนโล่งๆ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดปัญหาในลักษณะนี้ คุณควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เร็วอืกนิด และอีกกรณีคือ ถ้าใช้รถความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องทุกวันก็จะทำให้น้ำมันเครื่องของคุณเสื่อมสภาพเร็วด้วยเช่นกัน
      ถ้าเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิล  ส่วนใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะระบุให้เปลี่ยนน้ำมันตามเกรดและ ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่อง  หรือถ้าเป็นรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานอย่างน้อยที่สุดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกปี  แต่ผู้ผลิตรถจะระบุให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 8,000 - 10,000  กม. หรือทุกๆ 6 เดือน ( สำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ) แล้วแต่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าถ้าต้องการปกป้องเครื่องยนต์สูงสุดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5,000 กม. หรือทุก 3 เดือนนั่นเอง
   การแจ้งเตือนเมื่อครบกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตัวนี้จะมีติดมากับรถทุกคันเพื่อช่วยเราในการจำระยะเวลาในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง  แต่ถ้าเมื่อใดที่ป้ายนี้หาย คุณก็สามารถบันทึก วัน / เดือน / ปี ที่ครบกำหนดเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือของคุณก็ได้ เมื่อถึงกำหนดเปลี่ยนเครื่องจะแจ้งคุณโดยอัตโนมัติ
      ในกรณีที่รถจอดอยู่กับที่มากกว่าวิ่ง คุณก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 6 เดือนเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เครื่องยนต์ทำงานจะมีคราบเขม่าและความชื้นจากการเผาไหม้ตกค้างอยู่นั่นเองและความชื้นกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นโลหะจะทำให้เป็นสนิม เราจึงควรทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเช่นกัน
       ด้วยรูปแบบการใช้งานของแต่ละคนที่ใช้งานต่างกัน  ทำให้ระยะหรือความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไม่เท่ากัน  เพราะบางคนอาจใช้รถแค่เดือนละ  1,000 กิโลเมตร ในขณะที่บางคนเดือนเศษๆ ก็ถึงกำหนดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว ในกรณีที่อยากยืดระยะทาง ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง อันเนื่องมาจากไม่สะดวกที่จะต้องเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องย่อยๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ Fully Synthetic  Oil  แต่ไม่ว่าคุณจะใช้น้ำมันเกรดไหน ก็ไม่ควรละเลยการดูปริมาณของน้ำมันเครื่องและสภาพของน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ และทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสิ่งที่ละลเยไม่ได้อีกเช่นกันก็คือ  อย่าลืมเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและแหวนรองน็อตด้วยทุกครั้ง

WWW.PCNFORKLIFT.COM 

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

แบบเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า battery forklift

แบบเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า
โดยปกติอายุ ของแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า จะกำหนดเป็น cycle  นั่นก็คือการนำมาใช้งาน 1 ครั้งแล้วนำกลับไปชาร์จไฟใหม่ 1 ครั้ง ถือว่าเป็นการใช้งานไปหนึ่งรอบการทำงาน ( 1 cycle )  แต่ถ้ามีการใช้งานบ่อยครั้งกว่านี้ อายุการทำงานของแบตเตอรี่จะลดลงตามสถานการณ์ทำงาน

-แบตเตอรี่ชนิดแผ่นหลอด จะมีอายูประมาณ 1200-1500 cycle
-แบตเตอรี่ชนิดแผ่นเรียบ จะมีอายุประมาณ 700-800 cycle

หรือเฉลี่ยอายุการทำงานของแบตเตอรี่จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นธาตุที่นำมาทำแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีก เช่น ความถี่ในการชาร์จไฟ อุณหภูมิ การดูแลรักษาความสะอาด ระดับน้ำกลั่นภายในแบเตอรี่ ฯลฯ ลักษณะการใช้งานดังกล่าว ล้วนแต่มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ดังนั้นการบำรุงรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีและเข้าใจถึงการทำงานของแบตเตอรี่อย่างแท้จริงนั้น มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการยืดอายุการทำงานของแบตเตอรี่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่ท่านได้จ่ายไป

ตู้ชาร์จไฟแบตเตอรี่ ก็มีผลต่ออายุของแบตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ควรเลือกใช้ตู้ชาร์จให้เหมาะสมกับขนาดค่าความจุ(Ah)ของแบตเตอรี่  กระแสไฟชาร์จควรอยู่ที่25-30เปอร์เซ็นต์ของค่าความจุของแบตเตอรี่

ถ้าท่านอยากทราบว่าตู้ชาร์จใช้กระแสไฟต่อชั่วโมงคิดเป็นเงินเท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบค่าเชื้อเพลิง ของรถโฟล์คลิฟท์ ที่ใช้น้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊ส LPG  วิธีการก็คือ ดูที่ ค่า power ที่มีหน่วยเป็น kva (ดูที่แผ่นเพลทหน้าตู้ชาร์จ)  แล้วแปลงให้เป็นหน่วย  kw  นำไปคูณกับเวลาที่เราใช้ชาร์จ  จะได้ออกมาเป็น หน่วยไฟฟ้า  นำไปคูณกับหน่วยค่าไฟฟ้าที่ทางการไฟฟ้าคิดกับเรา ซึ่งหน่วยการคิดค่าไฟ จะคิดในอัตราก้าวหน้า

ตัวอย่าง  สมมุติชาร์จแบตเตอรี่ต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง จะเสียค่าไฟประมาณเท่าไร

ต้องแปลงค่า power 7.61 kva ให้เป็น kw ดังนี้

1 kva = 833.33 w (โดยประมาณ)

จะได้  kw = 7.61 kva  x  833.33 w  =  6342  w  ~= 6.3 kw

หน่วยไฟฟ้าที่ใช้ = 6.3 kw  x   5 ชั่วโมง  =  31.5  หน่วย

สมมุติการไฟฟ้าคิดค่าไฟหน่วยละ 2.5 บาท / หน่วย

คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ต้องเสียในการชาร์จแบตเตอรี่ 5 ชั่วโมง  = 31.5 x 2.5 = 78.75 บาท โดยประมาณ

*นอกจากนี้ค่าไฟยังมีตัวแปรอื่นอีก เช่น ค่า ft,ภาษีมูลค่าเพิ่ม,ช่วงเวลาใช้ไฟ,power factor

หวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะเลือกซื้อรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า
เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับรถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นเป็นพลังงาน


WWW.PCNFORKLIFT.COM