บริการเกี่ยวกับรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า น้ำมัน และแก๊ส ในด้านการขาย เช่า ซ่อม อะไหล่ และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร โดยทางบริษัทขอแจ้งรายละเอียดในเรื่องสินค้าและบริการดังนี้ -บริการซ่อมบำรุงรถโฟล์คลิฟท์(forklift repair)ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส -บริการตรวจเช็คและบำรุงรักษารถโฟล์คลิฟท์ฯลฯ Email:pcnforklift@hotmail.com, Tel: 086-5182510, ID LINE : pcnforklift02
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อะไหล่รถโฟล์คลิฟท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อะไหล่รถโฟล์คลิฟท์ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557
วิธีการลดภาวะเสี่ยงและวิธีควบคุมอันตรายในงานโฟร์คลิฟท์
วิธีการลดภาวะเสี่ยงและวิธีควบคุมอันตรายในงานโฟร์คลิฟท์
เทคนิควิธีการแรก : ห้ามโฟร์ค-ลิฟท์เข้าพื้นที่หรือปฏิเสธการใช้โฟร์ค-ลิฟท์ (Elimination)
|
|
2.เทคนิควิธีการที่สอง : ใช้จักรกลขนถ่ายอื่นที่เหมาะสมกับลักษณะงานมากกว่า แทนการใช้โฟร์คลิฟท์ (Substitution)-กระบวนการทำงานที่เปลี่ยนไป อันตรายที่อาจเกิดก็เปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้นการเลือกที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงาน ต้องคำนึงถึงการลดอุบัติเหตุด้วย
|
3.เทคนิควิธีการที่สาม : ควบคุมเพื่อแยกการทำงาน (Separation Control)
|
|
|
4.เทคนิควิธีการที่สี่ : ควบคุมอุบัติเหตุโดยวิธีทางวิศวกรรม (Engineering Controls or Engineering a Solution)
|
|
|
เทคนิควิธีการที่ห้า : ควบคุมอุบัติเหตุโดยวิธีบริหารจัดการ (Administrative Controls)
|
|
|
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557
เบรคดรัม
การเปลี่ยนฝักเบรคและตรวจสอบจานเบรคดรัม
การเปลี่ยนและตรวจสอบฝักเบรคในที่นี้เป็นการเปลี่ยนฝักเบรคของดรัมเบรคล้อหลัง ซึ่งจะกลไกเบรกมือรวมอยู่ด้วย และจะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดการบกพร่องของระบบห้ามล้อ เช่น อาการเบรคติด เบรคดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง มีเสียงดัง หรือเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
ดังนั้นลำดับขั้นตอนในการถอดและตรวจสอบจึงควรที่จะศึกษาขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อที่จะปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง
1.การถอดฝักบัว ขั้นตอนในการถอดฝักเบรคสามารถปฎิบัติได้ดังนี้
- ถอดน๊อตล้อและล้อหลังออกด้วยประแจ
- ยกรถขึ้นและถอดล้อออก
- ปล่อยเบรกมือ
- ถอดจานดรัมเบรคออก โดยการใช้ไขควงสอดเข้ารูแผ่นหลังเบรคและงัดแกนปรับตั้งอัตโนมัติออกจากโบลด์ปรับตั้ง จากนั้นให้ใช้ไขควงอีกตัวหนึ่งหมุนสกรูปรับตั้งเพื่อทำให้สตัดดันฝักเบรกมีขนาดที่สั้นลง
- ปลดสปริงดึงกลับฝักเบรคออก
- ถอดสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลักล็อคออก โดยการใช้เครื่องมือหมุนสลักยึดสปริงไป 90 องศา ขณะที่ยึดปลายสลักไว้ด้วยนิ้วมือ ปลดขอเกี่ยวสปริงยึดฝักเบรคและฝักเบรคตัวหน้าออก
- ถอดฝักเบรคหลัง โดยการถอดสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลักล็อคล้อ โดยใช้เครื่องมือหมุนสลักยึดสปริงไป 90 องศาในขณะที่ใช้นิ้วมือยึดปลายสลักไว้
- ใช้ไขควงปลดสายเบรคมือออกจากขอยึด
- ใช้คีมปลดสายเบรคมือออกจากแขนเบรคมือและถอดฝักเบรคหลังออก รวมทั้งสตัดดันฝักเบรค
- ถอดสตัดดันฝักเบรคและสปริงแขนปรับตั้ง
- ถอดสตัดดันฝักเบรคและสปริงดึง
- ใช้ไขควงงัดแหวนล็อคและถอดแกนปรับตั้งอัตโนมัติ
- ใช้ไขควงงัดแหวนล็อคและถอดแขนเบรคมือออกจากฝักเบรค
การตรวจสอบชิ้นส่วนของดรัมเบรคหลัง
ภายหลังจากการถอดฝักเบรคและจานดรัมเบรคออก จะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบเสียก่อน ถ้าพบชิ้นส่วนทีมีค่าไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จึงควรเปลี่ยนชิ้นส่วนเสียใหม่ ดังนั้นการตรวจสอบชิ้นส่วนของดรัมเบรคหลังจึงมีขั้นตอนดังนี้
- ใช้เวอร์เนียร์วัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจานดรัมเบรค ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดได้มีค่ามากกว่าค่าที่กำหนดจึงควรที่จะเปลี่ยนใหม่
- ตรวจสอบการสึกหรอที่ผิดปกติหรือเป็นเส้นด้านในจานดรัมเบรคซึ่งก็อาจจะต้องกลึงให้อยู่ในค่าของเส้นผ่าศูนย์กลางภายในสูงสุด
- ตรวจวัดความหนาของผ้าเบรค ถ้าส่วนที่สึกมากกว่าค่าต่ำสุดที่กำหนด ให้เปลี่ยนเสียใหม่
- ใช้ชอล์กทาด้านในของจานดรัมเบรคและนำฝักเบรคมาตรวจสอบการสัมผัสปกติ ถ้ารอยสัมผัสผิดปกติ ให้เจียระไนผ้าเบรคหรือเปลี่ยนใหม่
การประกอบฝักเบรค การประกอบฝักเบรคสามารถปฎิบัติได้หลังจากได้ทำการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆหรือได้เปลี่ยนใหม่ ดังนั้นการประกอบจึงต้องปฎิบัติตามลำดับย้อนกลับการถอด แต่อย่างไรก็ตาม
ชิ้นส่วนของเบรคล้อหลังจะมีทั้งล้อซ้ายและขวา จึงควรระมัดระวังในการประกอบ
การประกอบฝักเบรคของล้อหลังจะสามารถปฎิบัติตามขั้นตอนดังนี้
- ก่อนประกอบให้ทาจาระบีทนความร้อนในจุดสัมผัส เช่น แผ่นหลังเบรค จุดสัมผัสฝักเบรค แผ่นขอเกี่ยว
- ทาจาระบีที่สกรู ปรับตั้งสตัดดันฟันเบรค
- ประกอบแขนเบรคมือและใช้แหวนล็อคตัวใหม่เข้าฝักเบรคหลัง จากนั้นใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างฝักเบรคกับแขนเบรคมือ ค่าที่วัดได้จะต้องน้อยกว่า 0.35 มิลลิเมตร
- ใช้คีมประกอบแหวนล็อคให้เข้าที่
- ประกอบแกนปรับตั้งอัตโนมัติเข้ากับฝักเบรคหลัง และใช้คีมประกอบแหวนล็อค
- ประกอบสตัดเข้าแกนปรับตั้งอัตโนมัติและประกอบขอเกี่ยวของสปริงดึงกลับฝักเบรคเข้ากับฝักเบรคหลัง
- ใช้คีมปลายแหลมประกอบสปริงของแกนปรับตั้งเข้ากับแกนปรับตั้งอัตโนมัติ
- ใช้คีมปลายแหลมประกอบสายเบรคมือเข้ากับแขนเบรคมือที่อยู่กับฝักเบรค
- ใช้ไขควงดันสายเบรคมือให้เข้ากับขอเกี่ยว
- จัดฝักเบรคให้เข้าที่ โดยให้ปลายด้านบนสอดเข้ากระบอกเบรคที่ล้อ และให้ปลายอีกด้านเข้าในแผ่นขอเกี่ยว จากนั้นให้ประกอบสปริงยึดฝักเบรค แผ่นรอง และสลัก
- ประกอบขอเกี่ยวสปริงเข้ากับฝักเบรคหลังและฝักเบรคหน้าเข้าด้วยกัน
- จัดปลายด้านบนของฝักเบรคหน้าสอดเข้าในกระบอกที่ล้อและปรับให้เข้าที่
- ใช้เครื่องมือประกอบสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลัก
- ใช้เครื่องมือประกอบสปริงดึงกลับฝักเบรค
- ใช้กระดาษทรายขัดทำความสะอาดผ้าเบรคและผิวด้านในจานเบรคดรัม
- ตรวจสอบการทำงานของกลไกปรับตั้งอัตโนมัติด้วยการดึงแขนเบรคมือของฝักเบรคหลังขึ้นลง
- ปรับตั้งความยาวตัวปรับตั้งให้มีระยะสั้นที่สุด และประกอบจานเบรคดรัม
- ดึงคันเบรคมือขึ้นให้สุดและดึงจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงดังคลิ๊ก
- ถอดจานเบรคออกและวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในจานเบรค
- วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของฝักเบรค เพื่อตรวจระยะห่างของผ้าเบรคและจานเบรคดรัม ซึ่งจะต้องมีระยะห่างประมาณ 0.6 มิลลิเมตร
- ประกอบจานเบรคดรัมและเหยียบเบรค 2 ถึง 3 ครั้ง จากนั้นจึงหมุนจานดรัมเบรคจะต้องหมุนได้อย่างอิสระ
- ประกอบล้อหลังขันน็อตให้แน่น
2. การถอดกระบอกเบรคที่ล้อ การถอดกระบอกเบรคที่ล้อสามารถปฎิบัติได้ดังนี้
- ให้ถอดกระบอกเบรคที่ล้อออกจากแผ่นหลังเบรค โดยการใช้ประแจคลายโบลด์ยึดกระบอกเบรคที่ล้อ
- ถอดลูกสูบ ลูกยางเบรค สปริงอัดออกจากกระบอกที่ล้อ
- ทำความสะอาดและตรวจการสึกหรอ หรือสนิมที่กระบอกเบรค
- ตรวจสอบสภาพกระบอกเบรกที่ล้อด้วยโนโกเกจ
- ใช้ฟิลเลอร์เกจตรวจระยะห่างระหว่างกระบอกสูบกับลูกสูบ ซึ่งระยะห่างระหว่างกระบอกเบรคที่ล้อลูกสูบมาตรฐาน 0.127 มิลลิเมตร ( 0.005 นิ้ว )
3. การประกอบเบรคที่ล้อ การประกอบชิ้นส่วนของกระบอกเบรคที่ล้อให้กระทำย้อนกลับการถอดแต่ก่อนจะทำการประกอบ ควรจะชโลมด้วยน้ำมันเบรค
WWW.PCNFORKLIFT.COM
การเปลี่ยนและตรวจสอบฝักเบรคในที่นี้เป็นการเปลี่ยนฝักเบรคของดรัมเบรคล้อหลัง ซึ่งจะกลไกเบรกมือรวมอยู่ด้วย และจะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดการบกพร่องของระบบห้ามล้อ เช่น อาการเบรคติด เบรคดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง มีเสียงดัง หรือเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
ดังนั้นลำดับขั้นตอนในการถอดและตรวจสอบจึงควรที่จะศึกษาขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อที่จะปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง
1.การถอดฝักบัว ขั้นตอนในการถอดฝักเบรคสามารถปฎิบัติได้ดังนี้
- ถอดน๊อตล้อและล้อหลังออกด้วยประแจ
- ยกรถขึ้นและถอดล้อออก
- ปล่อยเบรกมือ
- ถอดจานดรัมเบรคออก โดยการใช้ไขควงสอดเข้ารูแผ่นหลังเบรคและงัดแกนปรับตั้งอัตโนมัติออกจากโบลด์ปรับตั้ง จากนั้นให้ใช้ไขควงอีกตัวหนึ่งหมุนสกรูปรับตั้งเพื่อทำให้สตัดดันฝักเบรกมีขนาดที่สั้นลง
- ปลดสปริงดึงกลับฝักเบรคออก
- ถอดสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลักล็อคออก โดยการใช้เครื่องมือหมุนสลักยึดสปริงไป 90 องศา ขณะที่ยึดปลายสลักไว้ด้วยนิ้วมือ ปลดขอเกี่ยวสปริงยึดฝักเบรคและฝักเบรคตัวหน้าออก
- ถอดฝักเบรคหลัง โดยการถอดสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลักล็อคล้อ โดยใช้เครื่องมือหมุนสลักยึดสปริงไป 90 องศาในขณะที่ใช้นิ้วมือยึดปลายสลักไว้
- ใช้ไขควงปลดสายเบรคมือออกจากขอยึด
- ใช้คีมปลดสายเบรคมือออกจากแขนเบรคมือและถอดฝักเบรคหลังออก รวมทั้งสตัดดันฝักเบรค
- ถอดสตัดดันฝักเบรคและสปริงแขนปรับตั้ง
- ถอดสตัดดันฝักเบรคและสปริงดึง
- ใช้ไขควงงัดแหวนล็อคและถอดแกนปรับตั้งอัตโนมัติ
- ใช้ไขควงงัดแหวนล็อคและถอดแขนเบรคมือออกจากฝักเบรค
การตรวจสอบชิ้นส่วนของดรัมเบรคหลัง
ภายหลังจากการถอดฝักเบรคและจานดรัมเบรคออก จะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบเสียก่อน ถ้าพบชิ้นส่วนทีมีค่าไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จึงควรเปลี่ยนชิ้นส่วนเสียใหม่ ดังนั้นการตรวจสอบชิ้นส่วนของดรัมเบรคหลังจึงมีขั้นตอนดังนี้
- ใช้เวอร์เนียร์วัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจานดรัมเบรค ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดได้มีค่ามากกว่าค่าที่กำหนดจึงควรที่จะเปลี่ยนใหม่
- ตรวจสอบการสึกหรอที่ผิดปกติหรือเป็นเส้นด้านในจานดรัมเบรคซึ่งก็อาจจะต้องกลึงให้อยู่ในค่าของเส้นผ่าศูนย์กลางภายในสูงสุด
- ตรวจวัดความหนาของผ้าเบรค ถ้าส่วนที่สึกมากกว่าค่าต่ำสุดที่กำหนด ให้เปลี่ยนเสียใหม่
- ใช้ชอล์กทาด้านในของจานดรัมเบรคและนำฝักเบรคมาตรวจสอบการสัมผัสปกติ ถ้ารอยสัมผัสผิดปกติ ให้เจียระไนผ้าเบรคหรือเปลี่ยนใหม่
การประกอบฝักเบรค การประกอบฝักเบรคสามารถปฎิบัติได้หลังจากได้ทำการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆหรือได้เปลี่ยนใหม่ ดังนั้นการประกอบจึงต้องปฎิบัติตามลำดับย้อนกลับการถอด แต่อย่างไรก็ตาม
ชิ้นส่วนของเบรคล้อหลังจะมีทั้งล้อซ้ายและขวา จึงควรระมัดระวังในการประกอบ
การประกอบฝักเบรคของล้อหลังจะสามารถปฎิบัติตามขั้นตอนดังนี้
- ก่อนประกอบให้ทาจาระบีทนความร้อนในจุดสัมผัส เช่น แผ่นหลังเบรค จุดสัมผัสฝักเบรค แผ่นขอเกี่ยว
- ทาจาระบีที่สกรู ปรับตั้งสตัดดันฟันเบรค
- ประกอบแขนเบรคมือและใช้แหวนล็อคตัวใหม่เข้าฝักเบรคหลัง จากนั้นใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างฝักเบรคกับแขนเบรคมือ ค่าที่วัดได้จะต้องน้อยกว่า 0.35 มิลลิเมตร
- ใช้คีมประกอบแหวนล็อคให้เข้าที่
- ประกอบแกนปรับตั้งอัตโนมัติเข้ากับฝักเบรคหลัง และใช้คีมประกอบแหวนล็อค
- ประกอบสตัดเข้าแกนปรับตั้งอัตโนมัติและประกอบขอเกี่ยวของสปริงดึงกลับฝักเบรคเข้ากับฝักเบรคหลัง
- ใช้คีมปลายแหลมประกอบสปริงของแกนปรับตั้งเข้ากับแกนปรับตั้งอัตโนมัติ
- ใช้คีมปลายแหลมประกอบสายเบรคมือเข้ากับแขนเบรคมือที่อยู่กับฝักเบรค
- ใช้ไขควงดันสายเบรคมือให้เข้ากับขอเกี่ยว
- จัดฝักเบรคให้เข้าที่ โดยให้ปลายด้านบนสอดเข้ากระบอกเบรคที่ล้อ และให้ปลายอีกด้านเข้าในแผ่นขอเกี่ยว จากนั้นให้ประกอบสปริงยึดฝักเบรค แผ่นรอง และสลัก
- ประกอบขอเกี่ยวสปริงเข้ากับฝักเบรคหลังและฝักเบรคหน้าเข้าด้วยกัน
- จัดปลายด้านบนของฝักเบรคหน้าสอดเข้าในกระบอกที่ล้อและปรับให้เข้าที่
- ใช้เครื่องมือประกอบสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลัก
- ใช้เครื่องมือประกอบสปริงดึงกลับฝักเบรค
- ใช้กระดาษทรายขัดทำความสะอาดผ้าเบรคและผิวด้านในจานเบรคดรัม
- ตรวจสอบการทำงานของกลไกปรับตั้งอัตโนมัติด้วยการดึงแขนเบรคมือของฝักเบรคหลังขึ้นลง
- ปรับตั้งความยาวตัวปรับตั้งให้มีระยะสั้นที่สุด และประกอบจานเบรคดรัม
- ดึงคันเบรคมือขึ้นให้สุดและดึงจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงดังคลิ๊ก
- ถอดจานเบรคออกและวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในจานเบรค
- วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของฝักเบรค เพื่อตรวจระยะห่างของผ้าเบรคและจานเบรคดรัม ซึ่งจะต้องมีระยะห่างประมาณ 0.6 มิลลิเมตร
- ประกอบจานเบรคดรัมและเหยียบเบรค 2 ถึง 3 ครั้ง จากนั้นจึงหมุนจานดรัมเบรคจะต้องหมุนได้อย่างอิสระ
- ประกอบล้อหลังขันน็อตให้แน่น
2. การถอดกระบอกเบรคที่ล้อ การถอดกระบอกเบรคที่ล้อสามารถปฎิบัติได้ดังนี้
- ให้ถอดกระบอกเบรคที่ล้อออกจากแผ่นหลังเบรค โดยการใช้ประแจคลายโบลด์ยึดกระบอกเบรคที่ล้อ
- ถอดลูกสูบ ลูกยางเบรค สปริงอัดออกจากกระบอกที่ล้อ
- ทำความสะอาดและตรวจการสึกหรอ หรือสนิมที่กระบอกเบรค
- ตรวจสอบสภาพกระบอกเบรกที่ล้อด้วยโนโกเกจ
- ใช้ฟิลเลอร์เกจตรวจระยะห่างระหว่างกระบอกสูบกับลูกสูบ ซึ่งระยะห่างระหว่างกระบอกเบรคที่ล้อลูกสูบมาตรฐาน 0.127 มิลลิเมตร ( 0.005 นิ้ว )
3. การประกอบเบรคที่ล้อ การประกอบชิ้นส่วนของกระบอกเบรคที่ล้อให้กระทำย้อนกลับการถอดแต่ก่อนจะทำการประกอบ ควรจะชโลมด้วยน้ำมันเบรค
WWW.PCNFORKLIFT.COM
อะไหล่ FORKLIFT TCM AND PATRS NO.
25595-22001 TCM FORKLIFT FD20Z1
222A6-42511 TCM FORKLIFT FD20Z3 ABSORBER,ENG HOOD
C-52-11211-13300 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 ADJUST SCREW NUT SOCKT LH
C-52-11211-13301 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 ADJUST SCREW NUT SOCKT LH
C-52-11211-23300 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 ADJUST SCREW NUT SOCKT RH
C-52-11211-23301 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 ADJUST SCREW NUT SOCKT RH
22723-79821 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 ADJUST SCREW NUT SOCKT RH
22673-72181 TCM FORKLIFT FD20Z5 ADJUSTER ASSY LH
22673-72171 TCM FORKLIFT FD20Z5 ADJUSTER ASSY RH
23653-72041 TCM FORKLIFT FD20Z1 ADJUSTER,LH
23653-72031 TCM FORKLIFT FD20Z1 ADJUSTER,RH
535C2-60401 TCM FORKLIFT ACTUATOR
Z511740-0210 TCM FORKLIFT C240PKD AIR BREATHER ASSY
Z511740-0211 TCM FORKLIFT C240PKJ AIR BREATHER ASSY,ENGINE
23501-00301 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 AIR CLEANER ASSY
Z-5-14210-0650 TCM FORKLIFT C240 ISUZU AIR CLEANER ASSY,AIR
Z-9-14234-6290 TCM FORKLIFT C240 ISUZU AIR CLEANER BRAKET
54352-72051 TCM FORKLIFT FD35Z5 AIR CLEANER,CYCLOPAC
25591-00901 TCM FORKLIFT FD30Z7S AIR CLENNER ASSY,ELEMENT CYCLO
25591-00901A TCM FORKLIFT FD20Z2S AIR CLENNER ASSY,REPLACEMENT
Z-9-82200-7640 TCM FORKLIFT C221 ISUZU ALTERNATOR,OLD 12V/30A
Z-5-81200-3281R TCM FORKLIFT C240PKJ ALTERNATOR,REBUILT
Z-5-81200-3281 TCM FORKLIFT C240PKJ ALTERNATOR,REBUILT
Z-5-81200-3410 TCM FORKLIFT C240PKJ ALTERNATOR,REBUILT
Z-5-81200-3410R TCM FORKLIFT C240PKJ ALTERNATOR,REBUILT
24357-42101 TCM FORKLIFT FD35Z5 BALL JOINT,LEVER LH
24357-42091 TCM FORKLIFT FD35Z5 BALL JOINT,LEVER RH
03006-06308 TCM FORKLIFT FD35Z5 BEARING BALL
03146-13201 TCM FORKLIFT FD20Z5 BEARING NEEDLE,KING PIN
03071-30216 TCM FORKLIFT FD35Z5 BEARING TAPER
03071-30211 TCM FORKLIFT FD35Z5 BEARING TAPER
03071-30214 TCM FORKLIFT FD35Z5 BEARING TAPER
03071-30213 TCM FORKLIFT FD20Z5 BEARING TAPER
03126-83201 TCM FORKLIFT FD20Z5 BEARING THRUST
03126-83200 TCM FORKLIFT FD20Z1 BEARING THRUST
24234-30561 TCM FORKLIFT BAR ROD
03146-13201 TCM FORKLIFT BEARING
03126-83201 TCM FORKLIFT BEARING
22574-32062 TCM FORKLIFT BEARING
22194-32222 TCM FORKLIFT BEARING
214A4-32041 TCM FORKLIFT BEARING
24234-32221 TCM FORKLIFT BEARING
23458-32052 TCM FORKLIFT BEARING
277P8-22051 TCM FORKLIFT BEARING
211F8-22221 TCM FORKLIFT BEARING
22018-30304 TCM FORKLIFT BEARING
211F8-22201 TCM FORKLIFT BEARING
282M4-45401 TCM FORKLIFT BEARING
282M4-45411 TCM FORKLIFT BEARING
282M1-05091 TCM FORKLIFT BEARING
282M1-05051 TCM FORKLIFT BEARING
282M1-05021 TCM FORKLIFT BEARING
282M1-05071 TCM FORKLIFT BEARING
282M1-05251 TCM FORKLIFT BEARING
282M1-05221 TCM FORKLIFT BEARING
23453-02071 TCM FORKLIFT BEARING
03071-30213 TCM FORKLIFT BEARING
14353-12031 TCM FORKLIFT FD20Z1 BEARING,CLUTCH RELEASE
14603-52121 TCM FORKLIFT FD40Z6-C BEARING,DIFFERENTIAL
03071-32214 TCM FORKLIFT FD40Z6-C BEARING,DIFFERENTIAL
14603-52131 TCM FORKLIFT FD40Z6-C BEARING,DIFFERENTIAL
16323-52181 TCM FORKLIFT FD40Z6-C BEARING,DIFFERENTIAL
23453-02071 TCM FORKLIFT FD20Z1 BEARING,F/HUB
03146-51006 TCM FORKLIFT FD40Z2-6 BEARING,NEEDLE
14354-12031 TCM FORKLIFT FD30Z7S BEARING,NEEDLE
13071-30219 TCM FORKLIFT FD35Z5 BEARING,TAPER
13453-12031 TCM FORKLIFT FD20Z1 BEARING,THRUST C/HUB
24354-32421 TCM FORKLIFT FD40Z6 BEARING,THRUST K/PIN
AG-05910-20049 TCM FORKLIFT FD25T8 BELT
AG-05910-20049 TCM FORKLIFT BELT
24354-30311 TCM FORKLIFT FD35Z5 BELLCRANK,CENTER ARM
23654-30411 TCM FORKLIFT FD20Z1 BELLCRANK,CENTER ARM
24454-30512 TCM FORKLIFT FD30Z7S BELLCRANK,CENTER ARM
23454-30301 TCM FORKLIFT FD20-3 BELLCRANK,CENTER ARM
23454-30304 TCM FORKLIFT FD20-3 BELLCRANK,CENTER ARM
24454-30511 TCM FORKLIFT FD30Z7 BELLCRANK,CENTER ARM
25784-30311 TCM FORKLIFT FD50.70Z7 BELLCRANK,CENTER ARM
24454-30512a TCM FORKLIFT FD20Z2 BELLCRANK,CENTER ARM
22674-30212 TCM FORKLIFT FD20Z5 BELLCRANK,CENTER ARM
22354-30202 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BELLCRANK,CENTER ARM PLATE
23654-30441 TCM FORKLIFT FD20Z1 BELLCRANK,CENTER ARM PLATE
282M2-65041 TCM FORKLIFT BOARD
25596-42361 TCM FORKLIFT BOLT
23813-00061K TCM FORKLIFT FD50 BOLT KIT,W/INNER-OUTER NUT
24353-72001K TCM FORKLIFT FD50Z7 BOLT KIT,W/INNER-OUTER NUT
22353-70061A TCM FORKLIFT FD35 BOLT KIT,W/INNER-OUTER NUT
24459-42391 TCM FORKLIFT FD30Z7S BOLT,ANCHOR CHAIN LOW
24459-42381 TCM FORKLIFT FD30Z7S BOLT,ANCHOR CHAIN UP
23168-42011 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,CHAIN ANCHOR
23168-42001 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,CHAIN ANCHOR
22218-42111 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,CHAIN ANCHOR
22218-40161 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,CHAIN ANCHOR
22439-43561 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BOLT,CHAIN ANCHOR
22439-43571 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BOLT,CHAIN ANCHOR
22353-70031 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BOLT,F/HUB
25303-02102 TCM FORKLIFT FD30Z8 BOLT,F/HUB
22353-70061 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BOLT,F/HUB (110MM )
20323-70021 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,FRONT HUB
24353-72001 TCM FORKLIFT FD35Z5 BOLT,FRONT HUB
24353-72001B TCM FORKLIFT FD20Z1 BOLT,FRONT HUB
24353-72001b TCM FORKLIFT FD50Z7 BOLT,FRONT HUB
24354-42301 TCM FORKLIFT FD30Z5 BOLT,FRONT HUB
24354-43201 TCM FORKLIFT FD30Z5 BOLT,FRONT HUB
24354-72001 TCM FORKLIFT FD30Z5 BOLT,FRONT HUB
23813-00061 TCM FORKLIFT FD40Z2 BOLT,FRONT HUB
20324-40021 TCM FORKLIFT FD35-C BOLT,FRONT HUB
20324-40021K TCM FORKLIFT FD35-C BOLT,FRONT HUB KIT
23654-39821 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,R/HUB KIT W/NUT
22194-39801 TCM FORKLIFT FD30Z5 BOLT,R/HUB KIT W/NUT
22194-32371K TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,R/HUB KIT W/NUT
22194-32371 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,REAR HUB
22574-32111 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BOLT,REAR HUB
23654-32041 TCM FORKLIFT FD20Z1 BOLT,REAR HUB
22713-70031 TCM FORKLIFT FD20Z5 BOLT,STUD DRIVE SHAFT
22437-22021 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BRACKET SEAT,(PUMP/2P3105A )
22457-22011 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BRACKET SEAT,(PUMP/2P3105A )
CK211242-83021 TCM FORKLIFT FD30Z8 BRAKE SHOE KIT,RH (2PCS/ST)
CK211254-73021 TCM FORKLIFT FD50Z7 BRAKE SHOE KIT,RH (2PCS/ST)
CK211252-73023 TCM FORKLIFT FD45Z6 BRAKE SHOE KIT,RH (2PCS/ST)N/A
CK211252-73027 TCM FORKLIFT FD45Z7 BRAKE SHOE KIT,RH (2PCS/ST)N/A
C-52-11255-83012 TCM FORKLIFT FD40Z7 BRAKE SHOE,LH
C-52-11246-83010 TCM FORKLIFT FD40Z6 BRAKE SHOE,LH
C-52-11246-83011 TCM FORKLIFT FD40Z6 BRAKE SHOE,LH
C-52-11254-73011 TCM FORKLIFT FD50Z7 BRAKE SHOE,LH
C-52-11254-83011 TCM FORKLIFT FD50Z7 BRAKE SHOE,LH
C-52-11252-73013 TCM FORKLIFT FD45Z6 BRAKE SHOE,LH N/A
C-52-11252-83013 TCM FORKLIFT FD45Z7 BRAKE SHOE,LH N/A
CK211220-83000 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BRAKE SHOE,PRI/SEC (2PCS/ST)
C-52-11213-73000 TCM FORKLIFT FG/FD30Z5 BRAKE SHOE,PRIMARY
C-52-11255-83022 TCM FORKLIFT FD40Z7 BRAKE SHOE,RH
C-52-11246-83020 TCM FORKLIFT FD40Z6 BRAKE SHOE,RH
C-52-11246-83021 TCM FORKLIFT FD40Z6 BRAKE SHOE,RH
C-52-11254-73021 TCM FORKLIFT FD50Z7 BRAKE SHOE,RH
C-52-11254-83021 TCM FORKLIFT FD50Z7 BRAKE SHOE,RH
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557
หม้อนํ้า และปัญหาหม้อนํ้ารั่ว
การระบายความร้อนด้วยนํ้า และการระบายความร้อนด้วยนํ้าจะประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ คือ
1. หม้อนํ้า
2. ท่อนํ้าเข้า - ออก/เข็มขัดรัด
3. ปั๊มนํ้า/สายพานปั๊มนํ้า
4. เทอร์โมสตาร์ท
ในส่วนของหม้อนํ้านั้นมีหน้าที่ คือ
1. เก็บและรวบรวมนํ้าในระบบ
2. สร้างความดันอากาศให้สูงกว่าความดันบรรยากาศ
3. ระบายความร้อนของนํ้าหล่อเย็น
ระบบการระบายความร้อนด้วยนํ้า คือ การใช้ปั๊มนํ้าสร้างแรงขับดันนํ้าเข้าสู่เครื่องยนต์ แล้วพาความ
ร้อนออกจากเครื่องยนต์ด้วยวิธีการ Heat Convection แล้วนํ้าก็จะออกจากเครื่องยนต์มาที่หม้อนํ้า
ซึ่งนํ้าตอนขาออกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าตอนก่อนเข้าเครื่อง นํ้าร้อนนี้ก็จะถูกถ่ายเทความร้อนให้กับ
อากาศภายนอกที่หม้อนํ้านั่นเอง เมื่อนํ้าหล่อเย็นมีการถ่ายเทความร้อนออกสู่บรรยาอากาศ ที่หม้อนํ้าแล้ว
ก็จะมีอุณหภูมิตํ่าลงอีกครั้ง แล้วก็หมุนเวียนเข้าสู่เครื่องยนต์อีกเพื่อถ่ายเทความร้อนเป็นวัฏจักร เครื่องยนต์ขณะทำงานมีอุณหภูมิบริเวณห้องเผาไหม้จะสูงถึงกว่า 100 องศาเซลเซียส แน่นอนว่านํ้าที่ออกจากเครื่องยนต์จะมี อุณหภูมิหลายร้อยองศา แต่ทำไมนํ้าในหม้อนํ้าจึงไม่เดือดและระเหยออกจากระบบ ถ้าคุณเคยต้มนํ้าในสภาวะความดันบรรยากาศปกติ นํ้าจะเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส แต่ถ้าคุณต้มนํ้าบนยอดเขาสูง ซึ่งมีความดันบรรยากาศตํ่ากว่าความดันบรรยากาศ ที่ระดับพื้นดิน จุดเดือดของนํ้าจะ
ตํ่ากว่า 100 องศาเซลเซียส (นํ้าเดือดเร็ว) แต่ถ้าคุณต้มนํ้าที่บรรยากาศสูงๆ จุดเดือดของนํ้าก็จะสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส (นํ้าเดือดช้า)จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ภายในหม้อนํ้าจะถูกออกแบบให้มีความดันสูงกว่าความดันบรรยากาศหลายเท่า นํ้าหล่อเย็นในระบบจะมีอุณหภูมิขณะที่เครื่องยนต์ทำงานเกิน100 องศาเซลเซียส แต่จะไม่เดือด เพราะจุดเดือดของนํ้าก็จะสูงขึ้น ภายใต้ความดันบรรยากาศสูงๆ
เมื่อเราทราบแล้วว่าระบบระบายความร้อนด้วยนํ้านี้ อยู่ภายใต้สภาวะความกดดันสูงๆ ก็มีข้อควรระวัง คือ
1. อย่าเปิดฝาหม้อนํ้าขณะที่เครื่องยนต์ เพราะความดันสูง ภายในระบบจะดันนํ้าให้พุ่งออกมาสู่ความดันบรรยากาศ ทันทีที่เปิดฝาหม้อนํ้า
2. ท่อยางนำนํ้าเข้า - ออก ต้องขันแหวนรัดให้แน่นขึ้น มิฉะนั้นนํ้าจะรั่วซึมออกมา ควรขันในขณะที่เครื่องเย็น เพราะเหล็กและท่อยางจะหดตัว ทำให้ขันได้แน่นขึ้น
3. อย่าเติมนํ้ามากเกินปริมาณที่กำหนด เพราะนํ้าเดือดจะขยายตัวดันหม้อนํ้าแตกได้
หม้อนํ้ายุโรปมีความแตกต่างกับของรถญี่ปุ่นมาก ในรถญี่ปุ่นหม้อนํ้าจะมีถังพักนํ้าเป็นพลาสติกใสๆ เมื่อนํ้าในหม้อนํ้าเดือด ขยายตัวล้นออกมาก็จะมาอยู่ในถังพักนํ้าพลาสติกนี้ พอเครื่องยนต์เย็นหม้อนํ้าก็จะเกิดสูญญากาศดูดเอานํ้าจากถังพักนํ้าจนเต็ม ระบบเช่นเดิม ในรถยุโรป จะไม่มีถังพักนํ้าเช่นรถญี่ปุ่น แต่จะมีเพียงตัวหม้อนํ้าเท่านั้น ถ้าเติมนํ้ามากเกินกำหนดขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน นํ้าหล่อเย็นจะมีอุณหภูสูง และเกิดการขยายตัวดันหม้อนํ้าให้แตกได้ นอกจากนี้หม้อนํ้ารถยุโรปรุ่นใหม่จะทำจากอะลูมิเนียมแทน หม้อนํ้าแบบทองเหลือง ของรถทั่วๆไป เพราะหม้อนํ้าอะลูมิเนียมมีคุณสมบัติในการถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่ามาก และมีนํ้าหนักเบาช่วยลดนํ้าหนักโดยรวมของรถลงได้และยังสามารถ Recycle ได้ แต่ก็มีข้อเสียก็คือ แตกง่าย การซ่อมแซมทำได้ยาก และมีราคาแพง เรื่องจุกจิกเกี่ยวกับหม้อนํ้านั้นก็มีเกิดขึ้นได้มากมายหลายสาเหตุ บางอาการก็ชวนปวดหัว หาสาเหตุรอยรั่วไม่เจอ บางคราวก็ยังทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดจนเครื่องยนต์พังได้
การรั่วซึมตามจุดต่างๆ เช่น
1. ท่อยางต่างๆ ตามรอยต่อ ซึ่งรัดเข็มขัดไม่แน่น
2. ท่อยางแตก
3. ปะเก็นปั๊มนํ้า
4. รังผึ้งหม้อนํ้า
5. น๊อตถ่ายนํ้า
ตามจุดต่างๆ ที่กล่าวมานี้ สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยใช้ Radiator Tester ซึ่งจะเป็นตัวสร้างความดันให้กับระบบหล่อเย็น เมื่อระบบหล่อเย็นมีความดันสูงขึ้นนํ้าก็จะพุ่งฉีดออกมาตามรอยต่อรอยรั่ว ให้มองเห็นได้ชัดเจน หรือสังเกตจากคราบนํ้าที่เปื้อนอยู่ตามจุดต่างๆ ด้วยสายตาได้ง่าย
การรั่วซึมบางจุดยากจะตรวจพบและต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมนาน เช่น
1. รอยรั่วที่เป็นตามดเล็กๆ บริเวณรังผึ้ง เมื่อเครื่องยนต์ร้อน และหม้อนํ้าร้อนขึ้น โลหะขยายตัว นํ้าจะรั่วออกมา ซึ่งจะมีปริมาณน้อยมาก เมื่อเครื่องเย็นจะไม่รั่วเพราะโลหะเกิดการหดตัวกลับสู่สภาพปกติ ซึ่งข้อบกพร่องนี้จะไม่เป็นปัญหาใหญ่โตถึงขนาดทำให้ เครื่องยนต์ร้อนจัด แต่ผู้ใช้จะต้องเติมนํ้าบ่อยกว่ารถปกติ ซึ่งจะสร้างความรำคาญใจ และการใช้ Radiator Tester ตรวจสอบก็ยากที่จะหาสาเหตุนี้พบ
2. การรั่วซึมที่รังผึ้งของ Heater ระบบทำความร้อนภายในห้องโดยสาร (Heater) จะใช้นํ้าหล่อเย็นจากเครื่องยนต์เป็นตัวทำความร้อน ภายในห้องผู้โดยสาร ซึ่งถ้าระบบหล่อเย็นเกิดการรั่วซึมขึ้นที่รังผึ้งของ Heater การใช้ Radiator Tester ตรวจสอบก็จะไม่พบสาเหตุนี้ เพราะขณะทำการทดสอบด้วย Radiator Tester เราไม่ได้สตาร์ทเครื่อง และเปิด Heater ดังนั้นวาล์วนํ้าจะเปิดทำให้ Radiator Tester ไม่สามารถสร้างแรงดันเข้ามาถึงระบบของ Heater ที่เกิดการรั่วซึมได้ จึงหาสาเหตุนี้ได้ยาก แต่ก็สามารถสังเกตได้จากกลิ่นของนํ้ยาหล่อเย็น ซึ่งจะส่งกลิ่นของนํ้าหล่อเย็นออกมาในจังหวะที่เปิด Heater แต่รถที่ใช้นํ้าเปล่าๆ หล่อเย็นโดยไปเติมนํ้ายาหล่อเย็นหรือนํ้ายากันสนิทนี้ก็จะไม่ทราบถึงกลิ่น นี้ และหาสาเหตุตรงจุดนี้ไม่พบ
3. การรั่วซึมที่หม้อนํ้า บริเวณส่วนที่ติดกับห้องนํ้ามันเกียร์ ในรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ใช้เกียร์อัตโนมัตินํ้ามันเกียร์อัตโนมัติ จะถูกส่งผ่านท่อมายังหม้อนํ้า ซึ่งจะแบ่งเป็นห้องสำหรับนํ้ามันเกียร์ไว้ส่วนหนึ่ง แล้วใช้นํ้าในหม้อนํ้าไหลผ่านผนังกั้นห้องนํ้ามันเกียร์ (ไปรวมตัวกับนํ้ามันเกียร์) แล้วทำให้นํ้ามันเกียร์เย็นลง เพื่อให้อายุการใช้งานของเกียร์และนํ้ามันเกียร์นานขึ้น ถ้าผนังกั้นห้องนํ้ามันเกียร์เกิดรอยรั่ว นํ้าก็จะเข้ารวมตัวกับนํ้ามันเกียร์ ทำให้นํ้าหล่อเย็นพร่องบ่อย และนํ้ามันเกียร์ก็จะเปลี่ยนจากสีปกติ คือ แดงทับทิมเป็นสีคล้ายชาเย็น เมื่อเกิดการรวมตัวกับนํ้าที่รั่วเข้ามา อันนี้สามารถรู้ได้จากการดูสีของนํ้ามันเกียร์เท่านั้นการใช้ Radiator Tester จะตรวจสอบไม่พบเพราะรอยรั่วอยู่บริเวณภายในหม้อนํ้า ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตา
4. การรั่วซึมที่ปะเก็นฝาสูบ ไม่สามารถใช้ Radiator Tester ตรวจสอบได้เพราะรอยรั่วไม่ได้อยู่ในบริเวณที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่สาเหตุนี้นํ้าจะแห้งอย่างรวดเร็วและเครื่องยนต์จะร้อนจัด ถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดจนเครื่องดับ ให้ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ให้ดับเครื่องยนต์เสียก่อน จึงจะเดิมนํ้าเข้าไปได้ การเติมนํ้าขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัดทันที จะทำให้ฝาสูบโก่งได้ ซึ่งจะต้องเสียเวลาปาดฝาสูบใหม่ แทนที่จะแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนปะเก็นฝาสูบเพียงอย่างเดียวที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นข้อควรระวังและวิธีการบำรุงรักษาหม้อนํ้า รวมทั้งปัญหาจุกจิกต่างๆ ของหม้อนํ้าซึ่งถ้าเราแก้ไขอย่างถูกต้อง และมีความเข้าใจเพียงพอ การใช้รถก็จะไม่ใช้เรื่องจุกจิกกวนใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องหม้อนํ้าที่หลายๆ คนวิตกกังวลกันอยู่ขณะนี้
WWW.PCNFORKLIFT.COM
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
