การเปลี่ยนฝักเบรคและตรวจสอบจานเบรคดรัม
การเปลี่ยนและตรวจสอบฝักเบรคในที่นี้เป็นการเปลี่ยนฝักเบรคของดรัมเบรคล้อหลัง ซึ่งจะกลไกเบรกมือรวมอยู่ด้วย และจะสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดการบกพร่องของระบบห้ามล้อ เช่น อาการเบรคติด เบรคดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง มีเสียงดัง หรือเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
ดังนั้นลำดับขั้นตอนในการถอดและตรวจสอบจึงควรที่จะศึกษาขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อที่จะปฎิบัติได้อย่างถูกต้อง
1.การถอดฝักบัว ขั้นตอนในการถอดฝักเบรคสามารถปฎิบัติได้ดังนี้
- ถอดน๊อตล้อและล้อหลังออกด้วยประแจ
- ยกรถขึ้นและถอดล้อออก
- ปล่อยเบรกมือ
- ถอดจานดรัมเบรคออก โดยการใช้ไขควงสอดเข้ารูแผ่นหลังเบรคและงัดแกนปรับตั้งอัตโนมัติออกจากโบลด์ปรับตั้ง จากนั้นให้ใช้ไขควงอีกตัวหนึ่งหมุนสกรูปรับตั้งเพื่อทำให้สตัดดันฝักเบรกมีขนาดที่สั้นลง
- ปลดสปริงดึงกลับฝักเบรคออก
- ถอดสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลักล็อคออก โดยการใช้เครื่องมือหมุนสลักยึดสปริงไป 90 องศา ขณะที่ยึดปลายสลักไว้ด้วยนิ้วมือ ปลดขอเกี่ยวสปริงยึดฝักเบรคและฝักเบรคตัวหน้าออก
- ถอดฝักเบรคหลัง โดยการถอดสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลักล็อคล้อ โดยใช้เครื่องมือหมุนสลักยึดสปริงไป 90 องศาในขณะที่ใช้นิ้วมือยึดปลายสลักไว้
- ใช้ไขควงปลดสายเบรคมือออกจากขอยึด
- ใช้คีมปลดสายเบรคมือออกจากแขนเบรคมือและถอดฝักเบรคหลังออก รวมทั้งสตัดดันฝักเบรค
- ถอดสตัดดันฝักเบรคและสปริงแขนปรับตั้ง
- ถอดสตัดดันฝักเบรคและสปริงดึง
- ใช้ไขควงงัดแหวนล็อคและถอดแกนปรับตั้งอัตโนมัติ
- ใช้ไขควงงัดแหวนล็อคและถอดแขนเบรคมือออกจากฝักเบรค
การตรวจสอบชิ้นส่วนของดรัมเบรคหลัง
ภายหลังจากการถอดฝักเบรคและจานดรัมเบรคออก จะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบเสียก่อน ถ้าพบชิ้นส่วนทีมีค่าไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จึงควรเปลี่ยนชิ้นส่วนเสียใหม่ ดังนั้นการตรวจสอบชิ้นส่วนของดรัมเบรคหลังจึงมีขั้นตอนดังนี้
- ใช้เวอร์เนียร์วัดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในจานดรัมเบรค ถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดได้มีค่ามากกว่าค่าที่กำหนดจึงควรที่จะเปลี่ยนใหม่
- ตรวจสอบการสึกหรอที่ผิดปกติหรือเป็นเส้นด้านในจานดรัมเบรคซึ่งก็อาจจะต้องกลึงให้อยู่ในค่าของเส้นผ่าศูนย์กลางภายในสูงสุด
- ตรวจวัดความหนาของผ้าเบรค ถ้าส่วนที่สึกมากกว่าค่าต่ำสุดที่กำหนด ให้เปลี่ยนเสียใหม่
- ใช้ชอล์กทาด้านในของจานดรัมเบรคและนำฝักเบรคมาตรวจสอบการสัมผัสปกติ ถ้ารอยสัมผัสผิดปกติ ให้เจียระไนผ้าเบรคหรือเปลี่ยนใหม่
การประกอบฝักเบรค การประกอบฝักเบรคสามารถปฎิบัติได้หลังจากได้ทำการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆหรือได้เปลี่ยนใหม่ ดังนั้นการประกอบจึงต้องปฎิบัติตามลำดับย้อนกลับการถอด แต่อย่างไรก็ตาม
ชิ้นส่วนของเบรคล้อหลังจะมีทั้งล้อซ้ายและขวา จึงควรระมัดระวังในการประกอบ
การประกอบฝักเบรคของล้อหลังจะสามารถปฎิบัติตามขั้นตอนดังนี้
- ก่อนประกอบให้ทาจาระบีทนความร้อนในจุดสัมผัส เช่น แผ่นหลังเบรค จุดสัมผัสฝักเบรค แผ่นขอเกี่ยว
- ทาจาระบีที่สกรู ปรับตั้งสตัดดันฟันเบรค
- ประกอบแขนเบรคมือและใช้แหวนล็อคตัวใหม่เข้าฝักเบรคหลัง จากนั้นใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะช่องว่างระหว่างฝักเบรคกับแขนเบรคมือ ค่าที่วัดได้จะต้องน้อยกว่า 0.35 มิลลิเมตร
- ใช้คีมประกอบแหวนล็อคให้เข้าที่
- ประกอบแกนปรับตั้งอัตโนมัติเข้ากับฝักเบรคหลัง และใช้คีมประกอบแหวนล็อค
- ประกอบสตัดเข้าแกนปรับตั้งอัตโนมัติและประกอบขอเกี่ยวของสปริงดึงกลับฝักเบรคเข้ากับฝักเบรคหลัง
- ใช้คีมปลายแหลมประกอบสปริงของแกนปรับตั้งเข้ากับแกนปรับตั้งอัตโนมัติ
- ใช้คีมปลายแหลมประกอบสายเบรคมือเข้ากับแขนเบรคมือที่อยู่กับฝักเบรค
- ใช้ไขควงดันสายเบรคมือให้เข้ากับขอเกี่ยว
- จัดฝักเบรคให้เข้าที่ โดยให้ปลายด้านบนสอดเข้ากระบอกเบรคที่ล้อ และให้ปลายอีกด้านเข้าในแผ่นขอเกี่ยว จากนั้นให้ประกอบสปริงยึดฝักเบรค แผ่นรอง และสลัก
- ประกอบขอเกี่ยวสปริงเข้ากับฝักเบรคหลังและฝักเบรคหน้าเข้าด้วยกัน
- จัดปลายด้านบนของฝักเบรคหน้าสอดเข้าในกระบอกที่ล้อและปรับให้เข้าที่
- ใช้เครื่องมือประกอบสปริงยึดฝักเบรค ตัวรองสปริง และสลัก
- ใช้เครื่องมือประกอบสปริงดึงกลับฝักเบรค
- ใช้กระดาษทรายขัดทำความสะอาดผ้าเบรคและผิวด้านในจานเบรคดรัม
- ตรวจสอบการทำงานของกลไกปรับตั้งอัตโนมัติด้วยการดึงแขนเบรคมือของฝักเบรคหลังขึ้นลง
- ปรับตั้งความยาวตัวปรับตั้งให้มีระยะสั้นที่สุด และประกอบจานเบรคดรัม
- ดึงคันเบรคมือขึ้นให้สุดและดึงจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงดังคลิ๊ก
- ถอดจานเบรคออกและวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในจานเบรค
- วัดเส้นผ่านศูนย์กลางของฝักเบรค เพื่อตรวจระยะห่างของผ้าเบรคและจานเบรคดรัม ซึ่งจะต้องมีระยะห่างประมาณ 0.6 มิลลิเมตร
- ประกอบจานเบรคดรัมและเหยียบเบรค 2 ถึง 3 ครั้ง จากนั้นจึงหมุนจานดรัมเบรคจะต้องหมุนได้อย่างอิสระ
- ประกอบล้อหลังขันน็อตให้แน่น
2. การถอดกระบอกเบรคที่ล้อ การถอดกระบอกเบรคที่ล้อสามารถปฎิบัติได้ดังนี้
- ให้ถอดกระบอกเบรคที่ล้อออกจากแผ่นหลังเบรค โดยการใช้ประแจคลายโบลด์ยึดกระบอกเบรคที่ล้อ
- ถอดลูกสูบ ลูกยางเบรค สปริงอัดออกจากกระบอกที่ล้อ
- ทำความสะอาดและตรวจการสึกหรอ หรือสนิมที่กระบอกเบรค
- ตรวจสอบสภาพกระบอกเบรกที่ล้อด้วยโนโกเกจ
- ใช้ฟิลเลอร์เกจตรวจระยะห่างระหว่างกระบอกสูบกับลูกสูบ ซึ่งระยะห่างระหว่างกระบอกเบรคที่ล้อลูกสูบมาตรฐาน 0.127 มิลลิเมตร ( 0.005 นิ้ว )
3. การประกอบเบรคที่ล้อ การประกอบชิ้นส่วนของกระบอกเบรคที่ล้อให้กระทำย้อนกลับการถอดแต่ก่อนจะทำการประกอบ ควรจะชโลมด้วยน้ำมันเบรค
WWW.PCNFORKLIFT.COM
บริการเกี่ยวกับรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า น้ำมัน และแก๊ส ในด้านการขาย เช่า ซ่อม อะไหล่ และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร โดยทางบริษัทขอแจ้งรายละเอียดในเรื่องสินค้าและบริการดังนี้ -บริการซ่อมบำรุงรถโฟล์คลิฟท์(forklift repair)ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ส -บริการตรวจเช็คและบำรุงรักษารถโฟล์คลิฟท์ฯลฯ Email:pcnforklift@hotmail.com, Tel: 086-5182510, ID LINE : pcnforklift02
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การบำรุงรักษาประจำวันรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การบำรุงรักษาประจำวันรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557
การบำรุงรักษาประจำวันรถโฟล์คลิฟท์น้ำมัน ก่อนติดเครื่่องยนต์
1. ตรวจดูความสะอาดภายนอก
2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
14. ตรวจสภาพยาง
15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
หลังติดเครื่อง
1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์หรือไม่
2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่
หลังการใช้งาน ขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่
1. จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
2. ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
3. ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
4. หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา
5. ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
6. ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่
7. หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่างประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์
หลังดับเครื่องยนต์
1. เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
2. ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บยังที่เก็บ
WWW.PCNFORKLIFT.COM
2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
14. ตรวจสภาพยาง
15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
หลังติดเครื่อง
1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์หรือไม่
2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่
หลังการใช้งาน ขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่
1. จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
2. ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
3. ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
4. หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา
5. ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
6. ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่
7. หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่างประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์
หลังดับเครื่องยนต์
1. เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
2. ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บยังที่เก็บ
WWW.PCNFORKLIFT.COM
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)